เป็นเริมที่ปาก ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

Update : 28 ธันวาคม 2563 16:46
ต้องการประชาสัมพันธ์ สินค้าใหม่
เป็นเริมที่ปาก ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

"เริมที่ปาก" เป็นโรคทางผิวหนัง ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า เฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ ชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Virus 1) คนส่วนใหญ่ประมาณ 80% คนที่ได้รับเชื้อนี้มาจะยังไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาทันที อาจเป็นเพราะ ขณะที่ได้รับเชื้อมาภูมิต้านทานของร่างกายยังแข็งแรงอยู่

การติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ ชนิดที่ 1 นี้มักจะทำให้เกิดอาการของโรคบริเวณปากและผิวหนังเหนือสะดือขึ้นไป ซึ่งไม่ได้ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ แต่สามารถติดต่อได้ผ่านทางน้ำลาย การจูบ การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดดูดเดียวกัน การลองลิปสติกแท่งเดียวกัน หรือแม้แต่กระทั่งการรับประทานอาหารที่ไม่ได้ใช้ช้อนกลางก็มีความเสี่ยงที่จะติดต่อกันได้ ดังนั้น การแยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น จะช่วยป้องกันการติดต่อจากโรคเริมได้

เริมที่ปากมีอาการอย่างไร?

อาการจะยังไม่ปรากฎเมื่อได้รับเชื้อมาใหม่ ๆ เพราะไวรัสจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวของโรคเริมประมาณ 2-12 วัน ก่อนที่จะเกิดตุ่มน้ำใส ๆ เป็นกลุ่มอย่างรวดเร็ว โดยตุ่มเหล่านี้อาจหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ทว่า หากยังไม่หายภายในระยะเวลาดังกล่าว อาจมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณแผลร่วมด้วย หรืออาจมีการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้ทำให้แผลยิ่งหายช้า เหนือสิ่งอื่นใด การติดเชื้อจะสามารถสังเกตจากแผลได้ว่ามีหนองไหลออกมาหรือไม่ และตัวคุณมีไข้สูง มีอาการระคายเคืองดวงตาหรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์และทำการรักษาเริมที่ปากโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เชื้อไม่ลุกลามต่อไป

ทำไมถึงเป็นเริมไม่หายสักที?

เริมที่ปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเริมที่ขจัดเชื้อนี้ให้หมดไปจากร่างกาย คนที่เคยเป็นเริมที่ปาก ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์ผิวหนังชั้นล่าง เกิดการแบ่งตัว และแฝงอยู่ในปมประสาทภายในร่างกาย เมื่อมีสิ่งเร้าต่าง ๆ ไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอลง อาการของเริมก็จะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเชื้อเริมไม่สามารถกำจัดให้หายขาดได้

พฤติกรรมที่ทำให้กลับมาเป็นซ้ำ ได้แก่

☞ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

☞ ความเครียด

☞ ทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่

☞ ไม่ได้ออกกำลังกาย

☞ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

☞ ใช้ยาที่กดภูมิคุ้มกัน

☞ มีแผลภายในช่องปาก

เป็นเริมที่ปาก ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

นอกเหนือจากการทานยาตามแพทย์สั่งแล้ว คุณควรดูแลแผลบริเวณริมฝีปากอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะช่วยให้หายเร็วขึ้น ได้แก่

การทำแผลให้แห้งอยู่เสมอ

หลังการล้างหน้าหรืออาบน้ำเสร็จแล้ว ควรเช็ดบริเวณแผลเริมที่ปากให้แห้งอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยให้เปียกชื้น เพราะอาจทำให้แผลหายช้าลง หรือใช้วิธีเช็ดทำความสะอาดแผลบริเวณนั้นด้วยน้ำเกลือหรือน้ำต้มสุกได้

การใส่หน้ากากอนามัย

หน้ากากอนามัยที่สวมใส่ในการป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ควรเป็นหน้ากากอนามัยที่ถูกสุขลักษณะ ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน หรือถ้าเป็นหน้ากากผ้าก็ควรซักทำความสะอาดทุกวัน ไม่ควรใช้ขนาดที่กดรัดบริเวณแผลเริมมากจนเกินไป หรือหากอยู่คนเดียวไม่มีผู้อื่น ก็ควรถอดหน้ากากอนามัยออกเสียบ้าง เพื่อให้บริเวณผิวที่เป็นแผลเริมนั้นโปร่งโล่ง ไม่อับชื้นหรือหมักหมมเชื้อโรคเพิ่ม

การรักษาความสะอาดของร่างกาย

หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ เพราะคงหลีกเลี่ยงไม่ได้หากคุณจะต้องทาครีมรักษาแผลเริ่มที่ปาก มือก็ควรสะอาดและตัดเล็บให้สั้น รักษาความสะอาดของเล็บอยู่เสมอ ไม่แนะนำให้แคะแกะเกาบริเวณแผล ถึงแม้จะเริ่มตกสะเก็ดแล้วก็ตาม เพราะอาจทิ้งรอยดำเป็นแผลเป็นได้

งดการสัมผัสหากยังมีแผลที่ปาก

ในช่วงที่กำลังรักษาเริมที่ปากอยู่นั้น คุณควรหลีกเลี่ยง การจูบ การหอม การสัมผัสโดยใช้ปาก โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายมากกว่าผู้ใหญ่ รวมทั้งควรแยกอุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร ช้อนส้อม แก้วน้ำออกจากผู้อื่น เพราะหากใครไม่ทราบอาจติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

การทานอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะไปกระตุ้นให้เชื้อกำเริบ หรือในอีกนัยน์หนึ่ง อาหารสามารถช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสได้ การหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หากคุณยังมีแผลอยู่ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำ เพราะอาหารที่มีความเผ็ดร้อน อาจไปทำให้บริเวณแผลเริมมีความปวดแสบปวดร้อน รู้สึกระคายเคืองเพิ่มขึ้น หรืออาจทำให้แผลปะทุขึ้นรอบริมฝีปากได้

แผลเป็นจากเริมที่ปาก รักษาอย่างไร?

หลังจากแผลเริ่มแห้งและตกสะเก็ด อาจทิ้งร่องรอยไว้ได้ แนะนำว่าไม่ควรไปแกะหรือลอกสะเก็ดแผลออกในช่วงนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดแผลเป็น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเริมที่ปากมักไม่ทิ้งรอยไว้ หากไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน เพราะไวรัสไม่ได้ทำลายชั้นผิวหนังเหมือนกับการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะฉะนั้นหากดูแลรักษาแผลเริมตั้งแต่มีอาการ แผลจะค่อย ๆ ตกสะเก็ดและจางหายไปได้เอง ควรทำความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำเกลือ อาจใช้การทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นบริเวณแผล เช่น ครีมพญายอ ครีมปิโตรเลียมเจล ว่านห่างจรเข้ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น

เป็นเริมที่ปาก ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

ควรแยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แปรงสีฟัน

ในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ควรใช้ช้อนกลางในการตักอาหาร หรือไม่ควรดื่มน้ำแก้วเดียวกับผู้อื่น ใช้หลอดดูดเดียวกันกับผู้อื่น เพราะเชื้อเริมสามารถติดต่อผ่านน้ำลายได้ หากผู้นั้นมีเชื้ออยู่

ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ไม่เครียด ไม่ตากแดดบ่อย ๆ หรืออยู่ในที่ ๆ มีอากาศเย็นจัดมาก ๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

เริมที่ปากถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงมากนักแต่ผู้ที่ติดเชื้อมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเรื่อยหากไม่ระมัดระวังป้องกันตัวเองเพราะฉะนั้นการใส่ใจในสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้อาการของเริมที่ปากไม่กำเริบอีกต่อไปครับ

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากhttps://thaihivupdate.com

  • ต้องการประชาสัมพันธ์ 3,664 Views
  • หมายเลข
    : 006132-0011070
    ค่าบริการ
    : 100
    ประเภท
    : สินค้าใหม่
    ผู้ประกาศ
    : กรองขวัญ ชัญญานุช
    มือถือ
    : 0894539789
    เว็บไซต์
    จังหวัด
    : กรุงเทพมหานครฯ
    อัพเดท
    : 28 ธันวาคม 2563 16:46
 โปรดอ่าน

ข้อความประกาศ/โฆษณาทั้งหมดนี้ เกิดจากสมาชิก ที่มาใช้บริการ ไม่ได้เกิดจากผู้ดูแลหรือผู้จัดทำเว็บไซต์ หากสนใจในประกาศ/โฆษณาดังกล่าว โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ หากเกิดความผิดพลาดใดๆ เราไม่รับผิดชอบใด ๆ ทิ้งสิ้น

<< Back